TK 9 เดือนรายได้รวม 1,988.1 ล้านบาท กำไร 251.3 ล้านบาท

0
84

ไตรมาส 3 กำไรเพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสที่ผ่านมา 107% ย้ำขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง

บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2563 กำไรสุทธิ 108.5  ล้านบาท และรายได้รวม  624.9 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานตลอด 9 เดือนของปี 2563 มีกำไรสุทธิ 251.3 ล้านบาท และรายได้รวม 1,988.1 ล้านบาท เทียบผลประกอบการไตรมาส 3/2563 กับไตรมาสที่ผ่านมา พบกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 107% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ นางสาวปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติงบการเงินสำหรับรอบบัญชีสิ้นสุดไตรมาส 3/2563 โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,988.1 ล้านบาท ลดลง 30.9% จาก 2,879.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 251.3 ล้านบาท ลดลง 28.9% จาก 353.7 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนช่วงเวลาเดียวกัน โดยในไตรมาส 3/2563 มีกำไรสุทธิ 108.5 ล้านบาท ลดลง 19.6% จาก 135.0 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และรายได้รวม 624.9 ล้านบาท ลดลง 33.3% จาก 937.4 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวม 5,201.2 ล้านบาท ลดลง 30.1% จาก 7,438.6 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2562 จากนโยบายเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องมา 8 ไตรมาส ผลประกอบการดังกล่าว เป็นการตั้งสำรองโดยใช้มาตรฐานบัญชี TFRS 9 ทั้งนี้ หากบริษัทฯ ตั้งสำรองตามข้อผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ตามแนวปฏิบัติทางการบัญชี บริษัทฯ จะมีกำไร 9 เดือนแรก 337.1 ล้านบาท หรือ มีกำไรโตขึ้น 34.2% 

ทางด้าน นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวเสริมว่า ในสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย TK หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในพอร์ต นอกจากการควบคุมค่าใช้จ่ายและการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมใน      ไตรมาส 3/2563 ลดลง 35.6% จาก 737.2 ล้านบาท เป็น 474.9 ล้านบาท ทั้งยังคงควบคุมต้นทุนทางการเงินตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ โดยในไตรมาส 3/2563 มีต้นทุนทางการเงินจำนวน 15.6 ล้านบาท ลดลง 49.5% จาก 30.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากมีการใช้วงเงินกู้ลดลงเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประกอบกับมีการบริหารจัดการแหล่งต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 นี้ หลังจากชำระหุ้นกู้จำนวน 800 ล้านบาทแล้ว บริษัทฯ มีสถานะเงินสดอยู่ที่ระดับประมาณ 1,520 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามีความพร้อมที่สามารถชำระค่าหุ้นในการซื้อกิจการ MFIL ในประเทศเมียนมา อีกทั้ง D/E ratio ณ สิ้น ไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.39 เท่า ลดลงจาก 0.73 เท่า จากปี 2562