มิชลินตั้งเป้าผลิตยางล้อที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2593

0
172

กลุ่มมิชลินตั้งเป้าที่จะผลิตยางล้อซึ่งมีความยั่งยืนเต็มร้อยภายในปี 2593 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากยางต้นแบบภายใต้แนวคิด VISION ซึ่งเปิดตัวในปี 2560 โดยเป็นโซลูชั่นยางล้อที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ, ดอกยางสามารถพิมพ์ขึ้นใหม่ได้ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (Rechargeable), ทำงานบนระบบเครือข่ายเชื่อมต่อ (Connected) และไม่ต้องเติมลมยาง (Airless)  

ปัจจุบัน ส่วนประกอบเกือบ 30% ที่ใช้ในการผลิตยางของกลุ่มมิชลินมาจากวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิล หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติอยู่แล้ว

ยางมิชลินเป็นผลิตภัณฑ์ไฮเทคที่ประกอบขึ้นจากส่วนประกอบมากกว่า 200 ชนิด โดยมียางธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก และมีส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ ยางสังเคราะห์, โลหะ, เส้นใย (Fibers) และส่วนประกอบที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างยางล้อ ได้แก่ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซิลิกา (Silica) และสารเพิ่มความยืดหยุ่น (Plasticizers) เช่น เรซิน (Resins) ส่วนประกอบในสัดส่วนที่เหมาะสมเหล่านี้ต่างมีส่วนช่วยให้ยางมีความสมดุลสูงสุด ทั้งในแง่สมรรถนะ ประสิทธิภาพในการขับขี่ และความปลอดภัย ทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

มิชลินเผยวิธีผลิตยางล้อที่ยั่งยืน 100% บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพที่เหนือกว่าด้านการวิจัยและพัฒนา

ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชิงวัสดุของมิชลินมีรากฐานมาจากศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดยมีทีมบุคลากรกว่า 6,000 คน ทำงานอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกรวม 7 แห่ง ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทางรวม 350 สาขา ความมุ่งมั่นทุ่มเทของวิศวกร นักวิจัย นักเคมี และนักพัฒนาเหล่านี้ส่งผลให้มีการยื่นจดสิทธิบัตรซึ่งครอบคลุมการออกแบบและผลิตยางล้อรวม 10,000 ฉบับ ในแต่ละวันบุคลากรเหล่านี้ต่างทำงานอย่างหนักเพื่อคิดค้นวิธีที่จะพัฒนายางให้ปลอดภัย ทนทาน รวมทั้งมีสมรรถนะด้านการขับขี่และอื่นๆ ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนทำให้ยางมีความยั่งยืน 100% ภายในปี 2593 

สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับธุรกิจด้านนวัตกรรม มิชลินตระหนักดีว่าการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นและเป็นไปได้อย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ ดังนั้นจึงได้ผสานพันธมิตรกับธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งนำเสนอนวัตกรรมล้ำหน้าที่สร้างโอกาสความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ได้ดีกับอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการผลิตยางล้อ โดยช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังทำให้สามารถรีไซเคิลโพลีสไตรีน (Polystyrene) และนำคาร์บอนแบล็ค (Carbon Black) หรือน้ำมันไพโรไลซิส (Pyrolysis Oil) จากยางใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้

‘แอคเซนส์’ (Axens) และ ‘ไอเอฟพี เอเนอจีส์ นูเวลล์ส’ (IFP Energies Nouvelles) สองบริษัทซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหอกดำเนินโครงการ BioButterfly ได้ทำงานร่วมกับมิชลินในการผลิตบิวทาไดอีนจากชีวมวล (Bio-Sourced Butadiene) เพื่อนำมาใช้แทนบิวทาไดอีนที่ได้จากปิโตรเลียมมาตั้งแต่ปี 2562 การใช้ชีวมวลจากไม้, แกลบ, ใบไม้, ซังข้าวโพด และของเหลือทิ้งจากพืชประเภทอื่นๆ จะส่งผลให้มีการนำเศษไม้สับ (Wood Chips) ปริมาณสูงถึง 4.2 ล้านตันต่อปี มาใช้เป็นส่วนประกอบของยางมิชลิน

มิชลิน และ ‘ไพโรเวฟ’ (Pyrowave) บริษัทซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่ในประเทศแคนาดา ได้ลงนามเป็นพันธมิตรกันในเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อผลิตสไตรีนจากการรีไซเคิลพลาสติกซึ่งใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น ถ้วยโยเกิร์ต และถาดใส่อาหาร หรือใช้เป็นแผ่นฉนวนกันความร้อน ทั้งนี้ สไตรีน (Styrene) เป็น “โมโนเมอร์” (Monomer) หรือสารตั้งต้นที่สำคัญของโพลิเมอร์ ใช้ในการผลิตโพลีสไตรีนและยางสังเคราะห์สำหรับยางล้อและสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย ในอนาคตจะสามารถนำขยะโพลีสไตรีนหลายหมื่นตันต่อปีมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตเป็นยางมิชลินได้

ชมคลิปวิดีโอ ’เมนูแห่งความยั่งยืน’