คฑาทอง ฝ่าวิกฤติโควิด รุกเพิ่มรถวอลโว่ บัส อีก 23 คัน รองรับแผนขยายงาน

0
82

บริษัท คฑาทอง ทรานสปอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการรถรับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พลิกวิกฤติโควิด-19 ให้เป็นโอกาส แม้ธุรกิจโดยรวมได้รับผลกระทบ แต่ด้วยความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่เน้นคุณภาพและสุขอนามัยภายในตัวรถ สร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่มั่นใจในบริการ

นายพงษ์พันธ์ หงษ์ทอง กรรมการผู้จัดการบริษัท คฑาทอง ทรานสปอร์ท จำกัด เปิดเผยว่าจากวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับผู้ให้บริการรับส่งพนักงานรายอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากการลดเที่ยววิ่งลง โดยรายได้จากการดำเนินงานลดลงประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม จากการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับมาตรการการป้องกันเชิงรุกทางด้านสุขอนามัยที่คฑาทองดำเนินการตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ทำให้ลูกค้าที่ต้องการคุณภาพการให้บริการที่ดี ได้มาตรฐานสากลและมาตรการด้านสุขอนามัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรม คฑาทองจึงได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

แม้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 จำนวนลูกค้าของคฑาทอง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการมากกว่า 40 โรงงาน โดยเป็นโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบริเวณภาคตะวันออก มีรถให้บริการลูกค้าทั้งสิ้นมากกว่า 500 คัน โดยเป็นรถบัสขนส่งพนักงานประมาณ 200 คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถตู้และรถเช่าสำหรับผู้บริหาร

นายพงษ์พันธ์ กล่าวว่าเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพระดับสูง คฑาทอง จึงได้สั่งซื้อรถวอลโว่ บัส รุ่น B8R จำนวน 23 คัน เพื่อรองรับกับสัญญาใหม่ 5 ปีจากโรงงานโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเดือนสิงหาคม โดยใช้รถไม่ต่ำกว่า 11 คันในระยะแรก ส่วนที่เหลือเป็นการเตรียมรถเพื่อรองรับกับลูกค้าใหม่อีกหลายรายที่จะเซ็นสัญญาในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ คฑาทอง ได้เน้นมาตรการด้านสุขอนามัยที่ชัดเจน โดยผู้ที่จะขึ้นรถของ คฑาทอง ทุกคน รวมทั้งพนักงานขับรถและพนักงานผู้ให้บริการประจำรถ จะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ที่บริษัทฯ เตรียมไว้ประจำรถ อีกทั้งทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยการอบโอโซนทุกสัปดาห์

“เราไม่ใช่เพิ่งจะมาทำตอนนี้ แต่เราทำมาแล้วตั้งแต่วันแรกที่เกิดการระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย และเรามีการสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องถึงมาตรการด้านสุขอนามัยผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ทำให้ลูกค้าเรามั่นใจว่าพนักงานของเขาได้ผ่านการตรวจสอบทั้งในโรงงานและนอกโรงงานในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้มีการบอกกล่าวกันในลักษณะปากต่อปาก เป็นผลให้มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาหาเราอย่างต่อเนื่อง” นายพงษ์พันธ์ กล่าว